หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

การถ่ายรูปบุคคล (Portrait)

 














     เมื่อพูดถึงการถ่ายรูปเพื่อนๆคงไม่ปฏิเสธว่า การถ่ายรูปบุคคลเป็นเรื่องที่พูดได้ว่าสำคัญที่สุด เพราะหลายๆคนที่ซื้อกล้องมามักจะมีจุดประสงค์หลักในการถ่ายคน

แต่การถ่ายภาพบุคคลให้ออกมาแล้วเป็นศิลปะ มันก็ยากกว่าการที่เราถ่ายภาพหน้าตรง อยู่ตรงกลางรูปเหมือนรูปติดบัตร ในกล้องถ่ายรูปของเราๆ นั้นจะมี Mode Portrait ซึ่งกล้องบางยี่ห้อจะแสดงเป็นรูปหน้าคนอยู่เหมือนกัน แต่ว่ากล้องระดับมืออาชีพเค้าจะไม่มีแบบนี้ แต่เค้าจะอาศัยเลนส์ บางชนิดในการถ่าย portrait ในที่นี้ก็ของอ้างอิงมาจากใน catalog ของ Nikon มาหน่อยแล้วกัน เลนส์สำหรับการถ่ายภาพบุคคลของ Nikon จะเป็นรุ่น AF Nikkor 50mm f/1.8D โดย AF ไม่ใช้ Acedemy Fantacher แต่เป็น Auto Focus โดยระยะโฟกัสที่ 50mm และ f-stop 1.8 หาเพื่อนๆเลือกช่างภาพไปถ่ายงานรับปริญญาหรืองานแต่งงาน ก็แอบๆถามหน่อยว่า มีเลนส์ขนาดนี้มั้ย ถ้าถามเราว่า ทำไมต้องใช้เลนส์ขนาดนี้ในการถ่ายภาพ Portrait ก็อยากบอกว่า 50mm เนี่ย เป็นขนาดของการมองเห็นของคนเราที่สามารถมองเห็นวัตถุ ดังนั้นการผิดเพี้ยนของภาพจะน้อยมาก และ f-stop ขนาด 1.8 นี้ กล้องระดับทั่วๆไปจะไม่มี F-stop เล็กขนาดนี้ การที่ F-stop 1.8 นี้จะทำให้ภาพด้านหลังตัวแบบ เบลอมากๆ ทำให้ตัวแบบดูเด่นขึ้นมา ซึ่งนับว่าเป็นหัวใจในการถ่ายภาพ Portrait เลยก็ว่าได้
เมื่อตอนที่เราได้มีโอกาสไปรับ job ถ่ายภาพรับปริญญาให้เพื่อนๆและรุ่นพี่ ก็ได้สังเกตเห็นว่า ช่างภาพส่วนใหญ่จะใช้เลนส์ telephoto ถ่ายภาพ ไอ้เราก็ได้แต่สงสัย เพราะ เลนส์ tele ส่วนใหญ่ใช้ในการถ่ายนก ส่องสัตว์ หรือภาพกีฬาฟุตบอลขอบสนามที่ตัวแบบอยู่ไกล หรือนี่มันจะเห็นบัณฑิตเป็นสัตว์ให้ส่องกัน ยังไงก็แล้วแต่ ลองติดตามหาคำตอบในบทความนี้ก็แล้วกกันว่า เราควรใช้ F-stop ระยะ focus หรืออะไรเท่าไหร่ ในการถ่ายภาพบุคคล
การถ่ายภาพช่วงศีรษะ (Head Shot)เป้าหมาย    ของารถ่ายภาพพวกนี้ ก็คือ การให้ภาพแสดงพลังสูงสุด แล้วเป็นการแสดงอารมณ์ของตัวแบบได้ดีที่สุดอีกด้วย และเพื่อที่จะให้ตัวแบบเด่นที่สุด ควรทำให้ฉากหลังเบลอซึ่งสามารถทำได้โดย
1. การให้ตัวแบบอยู่ห่างจาก background มากพอสมควรเพราะ ถ้าเกิดมันอยู่ติดกันมันก็ชัดเท่ากัน หลักการง่ายๆ ไม่เชื่อลองเยิบดินสอสักแท่งมาจ้องใกล้ๆสิ เพ่งให้ดินสอชัด แล้วสิ่งอื่นๆรอบๆตัวจะเบลอ แต่ถ้าวางดินสอบนหนังสือ แล้วไม่ว่าจะเพ่งยังไง ทั้งดินสอทั้งตัวหนังสือก็จะชัดเหมือนกัน
2. F-Stop ต้องน้อย ยิ่งน้อยยิ่งดี อันนี้ก็แล้วแต่กล้องแล้วแต่เลนส์ที่ใช้นะ
3. คราวนี้ขอพูดโดยรวมเกี่ยวกับการ set ค่ากล้องทั่วๆไป เพื่อนๆที่ใช้กล้องแบบ compact (กล้องปัญญาอ่อน) ให้ไปที่โหมด portrait เลย แต่ถ้าเป็นกล้องแบบกลางๆขึ้นมา ลองไปที่ A Mode (ไปดูคำอธิบายในบทความแรกนะ) แล้วกำหนด F-Stop ให้ต่ำสุด โดยทั่วไปจะเท่ากับ 2.8 ถ้าเป็น SLR ขั้นสูง ค่านี้สามารถกำหนดได้ที่เลนส์ และที่สำคัญ ความยาวโฟกัสจะน่าจะอยู่ที่ 75-200 mm ใครใช้กล้อง SLR ก็หมุนตั้งค่าเลนส์ได้เลย แต่ถ้าระดับกลางๆก็ลองเอาค่าระยะเลนส์ ไปหารกับ จำนวน X จาก optical Zoom ของกล้อง แล้วเที่ยบๆกับดูระยะโฟกัสนี้ ไปอ่านรายละเอียดจากบทความแรกได้
4. พิเศษสำหรับ SLR การถ่ายภาพ Head Shot ให้ออกมาดีที่สุด ลองหาเลนส์สเป็คเดียวกับ AF Nikkor 50mm f/1.8D นะ เพราะการที่ F-stop 1.8 หรือบางรุ่นก็ต่ำถึง 1.4 เนี่ย ถ้าถ่ายหน้าเต็มๆ จะเห็นว่าความชัดตื้น จะตื้นขนาดว่า หน้าชัดแต่หูเบลอเลย .... อยากได้ว่ะ อันนี้ถ้าใครซื้อก็เอามาอวดมั่งนะ
5. แถมอีกหน่อย สำหรับเรื่องความรู้สึกถึงความลึกของภาพ ถ้ารู้สึกว่าภาพของเรายังขากความลึกอยู่มาก ลองหาวัตถุอะไรสักอย่างมาวางไว้บริเวณฉากหน้าหรือด้านข้างสิ ลองดู

คราวนี้ลองมาดูองค์ประกอบอื่นๆมั่ง ........ การใช้แสง ก็เป็นสิ่งที่พูดได้ว่า เป็นองประกอบทำให้รูปโดดเด่นได้มากที่สุดอันหนึ่ง อย่างการที่ให้แสงสะท้อนที่แววตา เมื่อแสดงออกมาแล้วมันจะบอกความรู้สึกของภาพได้อย่างบอกไม่ถูก ก็อย่างที่เค้าว่ากัน แววตาสามารถเล่าเรื่องราวได้อย่างดี ..... ส่วนการใช้แสงในด้นภาพรวมนั้น ลองเล่นแสงที่มีความเปรียบต่างสูง ลองนึกถึงภาพในหน้องที่ค่อนข้างมืดแต่มีแสงส่องมาจากด้านข้างสิ... แต่ต้องให้ความสำคัญกับการวัดแสงด้วยนะ (เรื่องการวัดแสง ไว้ค่อยว่ากันในบทความหลังๆแล้วกันนะ)

คราวนี้เราก็คงต้องลองมาจัดองค์ประกอบและท่าทางของตัวแบบของภาพกันดู ลองแบ่งออกเป็นข้อๆนะ
1. ก็อย่างๆว่าล่ะนะ การจัดองค์ประกอบที่ง่ายที่สุดสำหรับช่างภาพทั่วๆไป รวมถึงการถ่ายภาพแบบ Head Shot ด้วยแล้ว ก็คือ Rules of Third ถ้าลืมแล้ว ก็จงกลับไปอ่านบทความที่ 2 ที่ว่าด้วยการจัดองค์ประกอบภาพ
2. จุดโฟกัสที่สำคัญที่สุดของรูป น่าจะอยู่ที่ตา ลองปล่อยให้ดวงตาเป็นตัวเล่าเรื่องให้กับภาพ แต่... ควรระวังเรื่อง Auto Focus ของกล้องด้วยนะ ...เอ้อ พึงตระหนักไว้ว่า การที่ตัวแบบมองกล้อง จะเป็นการชี้ให้เห็นถึงการรับรู้ว่ากำลังถูกถ่ายรูป การที่ตัวแบบมองออกไปข้างนอกจะช่วยให้รู้สึกถึงเวลาที่เป็นส่วนตัว และรูปจะเล่าเรื่องของมันเองได้มากกว่า
3. ภาพที่ถ่ายทีเผลอ (Candid) อันนี้ก็เนื่องมาจากข้อ 2. ตัวแบบจะไม่รู้ว่าเราถ่าย ภาพที่ได้จะเป็นภาพที่เป็นธรรมชาติและดูผ่อนคลายที่สุด เพื่อนๆหลายๆคนที่ไปบ้านกู แล้วได้มีโอกาสได้เห็นภาพในอัลบั้มที่กูถ่ายไว้ จะเห็นภาพ 2-3 ภาพที่เป็นภาพประเภทนี้ จะเห็นว่า เป็นภาพที่ดูดีมาก แทบจะเรียกได้ว่าดูดีที่สุด เนี่ย เป็นผลดีของภาพที่พวกมึงหาว่ากูแอบถ่ายรูปเค้า
4. มุมที่แตกต่าง!!!! ถ้ารู้สึกว่า ภาพขาดความลึก วิธีแก้ที่ดีที่สุดก็คงจะเป็น ลองให้เค้าก้มหน้าลงมาเล็กน้อย เพื่อเป็นการซ่อนเร้น "ปมด้อย" ของคนๆนั้น กูจะขอยกตัวอย่างเพื่อนคนนึงที่หอการค้า ชื่อเก๋ เค้าก็เป็นคนที่ดูดี แต่ดูไปดูมาก็เหมือน ทักษิณใส่วิก... หน้าเหลี่ยม แต่มันก็เกลียดทักษิณ (ไม่พูดเรื่องการเมื่อล่ะนะ รักใครเกลี่ยดใครก็เรื่องของเค้า) วันนึงไปเที่ยวกัน กูก็เลยลองหามุมที่สวยที่สุดให้เค้า ก็ลองให้หันหน้าไปด้านข้างนิดๆ ก้มหน้าลงหน่อยๆ ........ปรากฏว่า เหลี่ยมหายว่ะ ..เออ ดูสวยขึ้นมาเลย อันนี้ใครคิดว่าตัวเองหน้าเหี้ยๆ ก็ลองเอาเทคนิคไปใช้ได้นะ
5. ขอควันหลงจากข้อ 4. มุมที่แตกต่าง..... เราไม่จำเป็นต้องให้เห็นใบหน้าของตัวแบบทั้งหมดก็ได้
6. การถ่ายหน้าด้านข้าง ลองนึกถึง ภาพพระเจ้าอยู่หัวในเหรียญบาทสิ ... ตัวแบบจะมีใบหน้าคมเข้ม ภาพแบบนี้จมูกและคามจะถูกเน้นให้ชัดเจนขึ้น
7. หันหน้ามาทางกล้อง หันหน้ามาตรงๆเลย แต่หันตัวทำมุม 45 องศา กับกล้อง แต่ตาอาจมองหรือไม่มองกล้อง แบบนี้ จะเป็นการทำให้ตัวแบบให้ดูดีที่สุด
8. ใบหน้าเต็ม เหมาะกับคนที่มีที่ดูหน้าสนใจ หล่อ สวย และที่สำคัญคือ มีบุคคลิกโดเด่น อันนี้ ไม่เหมาะกับคนที่หน้ากลมๆเป็นซาลาเปานะ อย่าพยายาม
9. มองที่ไหนดี ??? เป็นการแสดงว่า ตัวแบบกำลังมองไปที่อะไรซักอย่าง เหมือนกับเค้าคนนั้นกำลังอยู่ในความคิดอะๆไรซักอย่าง ดูแล้วชวนให้คิดตาม
10. เอาหัววางบนมือ ไม่ใช่แบบผีหัวขาดนะ เอาแค่ เท้าคาง หรือวางคางไว้บนแขน เป็นอีกทางเลือกที่ดี
11. มองขึ้นมา เป็นการถ่ายจากมุมสูง ทำให้ตัวแบบดูดีได้อีกทางหนึ่ง คนที่มีคาง 2 ชั้น จะช่วยให้ลดคอ 2 ชั้นได้
เอาแค่นี้แล้วกัน ถ้าอยากได้ความรู้เสริมเรื่องการถ่ายรูปแบบ Head Shot ลองเข้าไปเปิดดูรูป Head Shot ตามพวกหนังสือ Reader Digess พวกนี้ ที่มีการสำภาษณ์คนดัง เนี่ย จะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการถ่ายรูปพวกนี้ เออลืมบอกไป ไอ้คำว่า Head Shot เนี่ย ไม่ได้หมายความว่า เพื่อนๆจะถ่ายเอาแต่ไอ้ก้อนเนื้อกลมๆที่เรียกว่าหัวเพียงอย่างเดียว ไม่มีคอไม่มีไหล่นะ มันต้องมีบ้างตามความจำเป็น เพียงแต่หัวเป็นองค์ประกอบหลักประมาณ 50-70% ของรูปภาพเท่านั้นเอง แล้วแต่ความเหมาะสมล่ะนะ



ภาพถ่ายครึ่งตัว (Half Lenght Portrait)     การถ่ายภาพประเภทนี้มันจะต่างไปจาก การถ่ายภาพแบบ Head Shot โดยสิ้นเชิง เพราะการถ่ายภาพที่ถ่ายแต่ช่วงหัว มันก็ย่อมเห็นแต่หัว สิ่งที่จะเล่าเรื่องได้ดีที่สุดคือดวงตา แต่คราวนี้การถ่ายภาพแบบ Half Lenght Portrait มันก็ย่อมต่างออกไป เพราะองค์ประกอบหลัก มันมีตั้งแต่ช่วงเอวขึ้นมา และยังมีฉากหลังเข้ามาช่วยเล่าเรื่องราวในภาพด้วย การจัดการทุกอย่างตังแต่ตัวกล้องถึงภาพถ่ายเลยต้องเปลี่ยนไปในด้านของการ set กล้อง ก็ต้องมีมั่งที่จะต้องทำให้ฉากหลังเบลอบ้าง แต่ยังคงความสามารถในการเล่าเรื่องได้ แล้วแต่สถานการณ์ ลองปรับค่า F-Stop มาสักในช่วง 2.8-4 นะ แล้วแต่ว่าฉากหลังควารจะเข้ามามีความสำคัญมากขนาดไหน ระยะความาวโฟกัสคารอยู่ซักประมาณ 50-100 mm ลองหาดูเอาเองว่าในกล้องเพื่อนๆจะเท่ากับ zoom กี่ X ไม่แนะนำแล้ว ในส่วนของกล้อง SLR การถ่ายรูปแบบนี้ ใช้เลนส์ Tele ได้ ไม่ผิด เนี่ย คือเหตุผลว่าทำไมพวกช่างภาพที่จ้างไปถ่ายภาพตามงานตางๆจึงได้ชอบพกเลนส์ Tele เข้าใจกันแล้วนะในด้านของแสงขออธิบายรวมไปถึงการถ่ายภาพแบบเต็มตัวเลยแล้วกัน ภาพพวกนี้จะสวยสุดเมื่อเราถ่ายในที่ๆมีแสงจากดวงอาทิตในขนาดที่พอหมาะ ไม่จ้ามาก รวมถึงไม่มรความเปรียบต่างของแสงสูง ถ้าหากเริ่มมีความเปรียบต่างสูงจะเกิดเห็นเงาเด่นชัด อุปกรณ์เสริมที่ควรหามาก็คือ Reflect หรือแผ่นสะท้อนแสง มาสะท้อนกับแสงธรรมชาติเพื่อลบเงา .... ส่วนถ้าหากว่าจำเป็นต้องถ่ายในร่มไม้หรือร่มเงาที่อยู่กลางแจ้ง จนทำให้เกิดการย้อนแสงอันเนื่องมาจากแสงที่อื่นสว่างกว่า ก็เปิก Flash ถ่ายได้เลย กลางวันแสกๆนี่แหละ ศัพท์เทคนิคเค้าเรียกกันว่า Fill-in Flash นะจำไว้ (ทั้งหมดนี้ เรื่องของ Flash Studio นั้น ไม่ขอพูดถึง รู้แต่ในทางทฤษฎี ไม่เคยปฏิบัต เพราะไม่มีตังจะซื้อมาเล่น) แต่จงจำไว้ว่า แสงที่ดีที่สุดที่จะทำให้ภาพดูดีคือแสงที่มาจากธรรมชาติ หรือแสงอื่นๆที่ไม่ใช้แสง Flash นะ พยายามอย่าใช้ถ้าไม่จำเป็นเรื่องของอุปกรณ์ประกอบฉากก็มีส่วนสำคัญ ก็อย่างที่ว่า ในการถ่ายภาพทั้งแบบ ครึ่งตัวและเต็มตัว อุปกรณ์และฉากหลังก็มีส่วนสำคัญในการเล่าเรื่องอยู่เหมือนกัน แต่..ก็ต้องใช้อย่างระมัดระวังด้วย เพราะถ้าหากว่าเอามาใช้อย่างฟุ่มเฟือย ไม่ถูกกาละเทศะ หรือไม่เหมาะสมกับตัวแบบของเรา มันก็จะดูเป็นอะไรที่เป็นส่วนเกิน รกเกินไป แต่ถ้าเอามาเป็นองค์ประกอบภาพแล้วมันดูเป็นธรรมชาติ ก็จะเป็นการเพิ่มความน่าสนใจให้กับภาพได้อย่างดีคราวนี้ลองมาดูการจัดท่าทางกันมั่ง เป็นอีกหนึ่งเรื่องใหญ่ที่เราควรให้ความสนใจเป็นอย่างมาก อีกอย่างคือเสื้อผ้า(แต่ไม่ขอพูดถึงเรายละเอียดของเสื้อผ้านะ แต่งตัวไม่เก่ง แต่แค่ดูดีก็พอ) การจัดท่าทางนั้น เราพยายามอย่าปล่อบให้ตัวแบบเป็นตัวของตัวเองมากนัก ในกรโพสท่า เขาอาจจะยืนปล่อยแขนแนบลำตัว ยืนตัวตรงหันหน้าตรงมาที่กล้อง (เหมือนถ่ายภาพติดบัตร) หรือไม่ก็กยืนกอดอกจ้องมองดูกล้องอย่าตาไร้แวว จงจัดท่าให้เค้า หลายๆวิธีของการโพสท่าถ่ายภาพแบบ head shot ใช้ได้ดีกับการถ่ายภาพแบบนี้ เช่น การยืนหันหน้าตรง แต่หันตัวทำมุม 45 องศา กับกล้อง ซึ่งจะทำให้ตัวแบบดูผอมลงอย่างดูเป็นธรรมชาติ และส่วนสำคัญอีกอย่างคือ แขน เพราะคนส่วนมากที่ถ่ายรูปมักจะกังวลเรื่องแขนของตัวแบบ เอางี้ ลองให้เขาถืออะไรสักอย่างมาประกอบฉาดู แต่ต้องเป็นธรรมชาติด้วยนะ ถ้าเพื่อนๆมีโอกาสไปถ่ายรูปอย่างงานรับปริญญา ซึ่งมักจะมีคนจ้างช่างภาพมืออาชีพมาถ่ายรูป เค้าจะบอกให้ตัวแบบของเค้าโพสท่าอย่างสร้างสรรค์ เพื่อนๆลองมอง และลอกเรียนเอามาใช้ได้...อันนี้กูก็ทำบ่อย หรือถ้ามีโอกาสเดินดูตามร้านถ่ายภาพ เค้าจะแปะภาพผลงานการถ่ายไว้ที่หน้าร้าน ลองดู ทั้งมุมมอง และการโพสท่าแบบมืออาชีพ แล้วเอามาประยุคต์ใช้กับงานของเราได้ อันนี้กูก็เคยไปมองๆดูดร้านแถวที่รอรถเม ตรงตลาดสามย่าน ดูแล้วเกิดไอเดียดีว่ะ ลองดู



การถ่ายภาพแบบเต็มตัว (Full lenght Shot)     การถ่ายภาพประเภทนี้เป็นประเภทหนึ่งที่จะประสบความสำเร็จได้ยากที่สุด และท้าทายที่สุดประเถทหนึ่งสำหรับคนที่หัดถ่าย เพราะเป็นการถ่ายที่เราจะเห็นทุกส่วนของตัวแบบของเรา เป็นการถ่ายที่เห็นความทุเรสทั้งหมดของมัน ทั้งตัวแบบและฉาก จะต้องเป็นตัวเล่าเรื่องราว และบอกอารมของภาพไปอย่างสอดคล้องกัน... มันยากนะ ใครบอกว่าง่าย... พึงตระหนักอยู่เสมอว่า การถ่ายภาพแบบนี้เป็นการแสดงถึง บุคคลในสภาพแวดล้อมนั้นๆ ที่จำเป็นจะต้องมีความน่าสนใจและบอกเรื่องราวกับเรา
ทีนี้เราลองมาดูการ set กล้องของเรา เพื่อนๆคงต้องปรับเลนย์ให้เห็นแบบมุมกว่างล่ะนะ แต่ถ้าถามว่า สำหรับ SLR แล้วเนี่ย ควรหาเลนส์ wide มาใส่ถ่ายเลยดีป่าว ก็ขอตอบว่า มึงเก็บไว้ถ่ายภาพวิวเถอะ มันกว้างไป ลองใช้เลนส์ที่ติดมากับกล้องตอนซื้อมา (ซึ่งกูเรียกว่า เลนส์ครอบจักรวาล) เอาแบบ Zoom น้อยๆ หรือว่า ไม่ต้อง Zoom เลยก็ได้ มาถ่าย สำหรับกล้องแบบธรรมดา ก็ อาจจะไม่ต้อง Zoom เหมือนกัน หรือถ้า Zoom อย่างมากก็ซัก 2X ก็พอแล้ว ส่วน F-Stop ก็น่าจะปรับอยู่ซัก 8 ให้เกิดอาการชัดลึกขึ้นมาเพราะ เราก็ควรใช้ฉากในการเล่าเรื่องด้วย ความเห็นฉากหลังของตัวแบบ แต่ที่ F/8 เนี่ย ลองZoom ซัก 2-3X เพื่อนๆจะได้ฉากหลังที่ไม่เบลอมากกำลังพอดี แต่ก็มีกรณียกเว้น แบบว่าถ้ามีปัญหากับฉากหลัง ก็ปรับ F/2.8 แม่งเลย จบข่าวการเลือกฉาก ควรเลือกอย่างระมัดระวังซักหน่อย ระลึกไว้ว่า ฉากหลังที่ดีนั้นจะไม่รบกวนสายตา จะต้องไม่ดูรกรุงรัง แต่ฉากหลังจะต้องเพิ่มความหมายให้กับภาพถ่ายได้ดี ลองปล่อยให้ฉากหลังเล่าเรื่องของตัวแบบดูมาดูเรื่องของตัวแบบ ...หลักการ Rules of Third ยังคงเอาเข้ามาใช้จัดการกับองค์ประกอบของภาพได้อย่างดีอยู่ แต่ การที่เราเอาตัวแบบของเราไปวางไว้ที่ด้านใดด้านหนึงของรูป เป็นการเพิ่มน้ำหนักของรูป และทำให้รูปเกิดความรู้สึกรุนแรงมากขึ้น.....การจัดท่าทางของตัวแบบ ความสมดุลที่ดีที่สุดในการยืน คือ ช่วงเท้าเปิดกว้างพอๆกับช่วงไหล่ และวางขาข้างหนึ่งมาด้านหน้าเล็กน้อย และอาจจิกปลายเท้ามาด้านหน้าเล็กน้อย (ลองนึกภาพนางแบบดู แต่เราเอามาใช้กับผู้ชายได้เหมือนกัน) แต่ถ้ายยืนชิดผนัง อาจยกขาข้างหนึ่งไปยันฝาไว้ หรือมีก้อนหินหรืออะไรวางอยู่ข้างหน้า ก็อาจจะเหยียบไว้ข้างหนึ่งก็ได้ แล้วแต่สถานการณ์





5 ความคิดเห็น:

Unknown กล่าวว่า...

No Comment

Unknown กล่าวว่า...

ถ่ายรูปสวยมากเลยค่ะ

Unknown กล่าวว่า...

ถ่ายรูปสวยจัง เก่งจังค่ะ

Unknown กล่าวว่า...

เนื้อหาน่าสนใจครับ ปรับเรื่องการจัดตัวอักษร ย่อหน้าและเว้นวรรค จะทำให้น่าอ่านยิ่งขึ้น รออ่านตอยต่อไปครับ

Unknown กล่าวว่า...

ขอบคุณฮะ